DOOH คือ Digital Out-of-Home หรือสื่อโฆษณาบนจอดิจิทัลนอกบ้าน ที่เปลี่ยนชิ้นงานได้ทันที ตั้งเวลาและเลือกพื้นที่ได้ และบันทึกการเล่นทุกครั้งเป็นหลักฐาน ปี 2025 DOOH คิดเป็นราว 47% ของงบสื่อนอกบ้านทั่วโลก ตามรายงานของ WOO (ก.ค. 2026)
ถ้าป้ายโฆษณาแบบเดิมคือโปสเตอร์ขนาดใหญ่ที่ติดแล้วอยู่อย่างนั้นทั้งเดือน DOOH ก็คือป้ายที่ “คิด” ได้ เปลี่ยนข้อความตามช่วงเช้าและเย็น เล่นเฉพาะย่านที่ต้องการ และพาคนต่อไปยังมือถือด้วย QR บทความนี้อธิบายว่า DOOH ทำงานอย่างไร มีกี่แบบ และแบรนด์ไทยควรเตรียมอะไรก่อนเริ่มใช้
DOOH ย่อมาจาก Digital Out-of-Home หมายถึงสื่อโฆษณาที่แสดงบนจอดิจิทัลนอกบ้าน เช่น จอ LED ริมถนน จอในสถานีรถไฟฟ้า และจอในรถแท็กซี่ จุดต่างจากสื่อนอกบ้านแบบพิมพ์คือ เปลี่ยนชิ้นงานได้ทันที ตั้งเวลาเล่นได้ และวัดได้ว่าโฆษณาเล่นไปกี่ครั้ง ที่ไหน เมื่อไร
DOOH จึงเป็นส่วนหนึ่งของสื่อนอกบ้าน (OOH) ไม่ใช่สื่อคนละประเภท ถ้ายังไม่แน่ใจว่าสื่อนอกบ้านครอบคลุมอะไรบ้าง อ่านพื้นฐานก่อนได้ที่บทความ ooh คือ อะไร
ศัพท์ที่ควรรู้ก่อนอ่านต่อ
ทั้งสองแบบเข้าถึงคนนอกบ้านเหมือนกัน แต่ต่างกันที่วิธีแสดงผลและความยืดหยุ่น ตารางนี้สรุปความต่างหลัก
| ประเด็น | OOH แบบพิมพ์ (Static) | DOOH (Digital) |
|---|---|---|
| ชิ้นงาน | ภาพนิ่ง พิมพ์ลงวัสดุ | วิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวบนจอ |
| การเปลี่ยนแปลง | ต้องพิมพ์และติดตั้งใหม่ | อัปโหลดชิ้นงานใหม่ได้ทันที |
| เวลา | แสดงตลอด 24 ชั่วโมงแบบเดียว | เลือกช่วงเวลา (daypart) และสลับข้อความตามเวลาได้ |
| การวัดผล | ประเมินจากปริมาณคนผ่านทำเล | มีบันทึกการเล่น (proof-of-play) และต่อยอดวัดด้วย QR ได้ |
| ต้นทุนผลิต | มีค่าพิมพ์และค่าติดตั้งทุกครั้งที่เปลี่ยน | ใช้ไฟล์ดิจิทัล ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ |
ใช้ป้ายแบบพิมพ์เมื่อต้องการครองทำเลเดิมต่อเนื่องนาน ข้อความไม่เปลี่ยนบ่อย และอยากให้แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ เช่น ป้ายใหญ่หน้าห้างหรือทางด่วน
ใช้ DOOH เมื่อแคมเปญต้องการความเร็วและความแม่นยำ เช่น โปรโมชันที่เปลี่ยนรายสัปดาห์ การเล่นเฉพาะช่วงเช้าก่อนเข้าออฟฟิศ หรือการเล่นเฉพาะย่านรอบสาขา หลายแบรนด์ใช้ทั้งสองแบบคู่กัน ให้ป้ายแบบพิมพ์สร้างการจดจำ และให้จอดิจิทัลทำหน้าที่สื่อสารข้อความเฉพาะจังหวะ
ตาม รายงาน Global Out of Home Expenditure Report ของ WOO (ก.ค. 2026) งบสื่อนอกบ้านทั่วโลกปี 2025 อยู่ที่ US$54.2bn โดยเป็น DOOH ราว US$25.5bn หรือราว 47% และ WOO คาดว่าสัดส่วนนี้จะขึ้นไปราว 49% (ประมาณ US$28bn) ในปี 2026


ฝั่งสหรัฐฯ OAAA รายงานเมื่อ 18 ส.ค. 2026 ว่ารายได้ OOH ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ US$3.16bn โต 10.7% และ DOOH คิดเป็น 38.4% ของรายได้ OOH ในไตรมาสนั้น
เหตุผลหลักที่ DOOH โตเร็วมี 3 ข้อ ข้อแรก แบรนด์อยากได้ความยืดหยุ่นแบบสื่อดิจิทัลในพื้นที่จริง ข้อสอง การมีหลักฐานการเล่นทำให้ฝ่ายการตลาดอธิบายงบกับผู้บริหารได้ง่ายขึ้น ข้อสาม จอเชื่อมกับมือถือผ่าน QR ทำให้สื่อนอกบ้านไม่จบแค่การมองเห็น
DOOH แบ่งได้ตามตำแหน่งของจอและพฤติกรรมของผู้ชม ในเมืองอย่างกรุงเทพฯ พบได้ 4 กลุ่มหลัก
จอขนาดใหญ่ริมถนนสายหลัก ทางด่วน และแยกสำคัญ เหมาะกับการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ผู้ชมส่วนใหญ่อยู่ในรถหรือกำลังเดินทาง ชิ้นงานจึงควรสั้น ข้อความน้อย และอ่านจบได้ในไม่กี่วินาที
จอในสถานี ชานชาลา และอาคารผู้โดยสาร เข้าถึงคนเมืองที่เดินทางเป็นประจำ และนักเดินทางที่ใช้สนามบิน ผู้ชมมีเวลารอสั้น ๆ ทำให้ชิ้นงานเล่าเรื่องได้มากกว่าจอริมถนนเล็กน้อย
จอในศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และลิฟต์ อยู่ใกล้จุดซื้อหรือจุดใช้ชีวิตประจำวัน เหมาะกับโปรโมชันที่อยากให้คนตัดสินใจในพื้นที่


DOOH ไม่จำเป็นต้องอยู่กับที่ จอดิจิทัลในแท็กซี่เล่นวิดีโอ 30 วินาทีให้ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ในห้องโดยสาร และเลือกเส้นทาง โซน และช่วงเวลาได้ ขณะที่ป้าย LED บนหลังคารถเล่นชิ้นงาน 15 วินาทีให้คนบนถนนเห็น และซื้อเป็นเครือข่าย (network buy) หรือทำเป็น Event Burst ช่วงสั้นได้
จอในรถไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทย มีมาตั้งแต่ปี 2005 แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการเลือกพื้นที่และการรายงานการเล่น ซึ่งทำให้ โฆษณาจอแท็กซี่ กลายเป็น DOOH ที่เคลื่อนที่ไปหาผู้ชม แทนที่จะรอให้ผู้ชมเดินผ่าน


DOOH ที่ดีให้แบรนด์เลือกได้ว่าจะไปเจอใคร ทั้งโซน (เขตหรือรัศมีรอบสาขา) เส้นทาง (เช่น เส้นสนามบิน ย่านธุรกิจ ย่านท่องเที่ยว) และช่วงเวลา (เช้า เย็น กลางคืน) ตัวอย่างจากแคมเปญ โฆษณาเจาะพื้นที่ กรุงเทพ ของ Babyface Clinic (เม.ย.–มิ.ย. 2026) ที่เลือกเฉพาะเส้นทางรอบ 3 สาขา ได้ 1.91M impressions จาก verified plays เข้าถึงผู้โดยสารไม่ซ้ำ 458K คน และมีความถี่เฉลี่ย 4.2 ครั้งต่อคน ตาม MotionReach Case Study Database (มิ.ย. 2026)
บนจอในแท็กซี่ การเล่นแต่ละครั้งถูกบันทึกพร้อมพิกัด GPS และเวลา จึงรายงานได้ว่าโฆษณาเล่นที่ไหน เมื่อไร กี่ครั้ง ต่างจากป้ายแบบพิมพ์ที่ทำได้เพียงประเมินจากปริมาณคนผ่าน การมีบันทึกการเล่นทำให้ตัวเลข impressions อ้างอิงกลับไปที่ข้อมูลจริงได้
จอดิจิทัลใส่ QR หรือโค้ดเฉพาะแคมเปญได้ง่าย ผู้ชมสแกนแล้วไปต่อที่ไมโครไซต์ เกม ควิซ หรือรับโค้ดส่วนลด แบรนด์จึงเห็นได้ว่าหลังเห็นโฆษณาแล้วมีคนทำอะไรต่อ ซึ่งเป็นหัวใจของการเชื่อมสื่อออฟไลน์กับออนไลน์
ก่อนซื้อสื่อจอดิจิทัล ควรเตรียม 3 เรื่องนี้ให้พร้อม
KPI 3 ระดับที่ควรตั้งไว้ ได้แก่ Delivery คือโฆษณาเล่นจริงไหม (verified plays) Exposure คือมีโอกาสเห็นแค่ไหน (impressions ที่คำนวณจากการเล่น) และ Response คือมีใครทำอะไรต่อ เช่น สแกน QR หรือใช้โค้ด การเล่น 1 ครั้งไม่เท่ากับคนเห็น 1 คน และการสแกน 1 ครั้งไม่เท่ากับยอดขาย การแยกสามระดับจึงช่วยให้อ่านรายงานได้ตรงความจริง
ทีม MotionReach วางแผนและจัดหาสื่อให้ตั้งแต่จอในรถ LED บนหลังคารถ จอดิจิทัลริมทาง ไปจนถึงสื่อระบบขนส่ง พร้อมรายงานผ่านระบบ MotionVision ดูรายละเอียดบริการ โฆษณา dooh ได้ที่หน้าบริการ
DOOH ย่อมาจาก Digital Out-of-Home คือสื่อโฆษณาบนจอดิจิทัลที่อยู่นอกบ้าน เช่น จอ LED ริมถนน จอในสถานีรถไฟฟ้า จอในห้าง และจอในรถแท็กซี่
เทียบตรง ๆ ได้ยาก เพราะราคาขึ้นกับทำเล จำนวนจอ ระยะเวลา และรูปแบบการซื้อ จอดิจิทัลมักแบ่งเวลาเล่นกับแบรนด์อื่น แต่ประหยัดค่าพิมพ์และค่าติดตั้งเมื่อเปลี่ยนชิ้นงาน วิธีที่ดีที่สุดคือขอแผนเทียบจากโจทย์จริงของแบรนด์ สำหรับแบรนด์ที่สนใจ dooh กรุงเทพ ทีมจะเสนอทางเลือกตามงบและเป้าหมาย
คือการซื้อสื่อจอดิจิทัลผ่านระบบอัตโนมัติตามเงื่อนไข เช่น เวลา พื้นที่ หรือกลุ่มเป้าหมาย ตาม การศึกษา Global pDOOH Expenditure ของ WOO และ PwC (2026) งบ programmatic DOOH ทั่วโลกปี 2025 อยู่ราว US$1.34bn เยอรมนีซื้อผ่านระบบอัตโนมัติสูงที่สุดที่ 31.8% สหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ที่สุดที่ราว US$545.5m ขณะที่เอเชียตะวันออกยังซื้อผ่านระบบอัตโนมัติเพียง 0.6% ของงบ DOOH
วัดได้ 3 ระดับ คือ Delivery จากบันทึกการเล่นที่มี GPS และเวลา Exposure จาก impressions ที่คำนวณจาก verified plays และ Response จากการกระทำต่อ เช่น การสแกน QR การเข้าไมโครไซต์ หรือการใช้โค้ด โดยต้องออกแบบวิธีวัดไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มแคมเปญ
อยากลอง DOOH ที่เลือกเส้นทางได้และรายงานทุกการเล่น คุยกับทีม MotionReach แล้ว ขอ Media Kit เพื่อดูรูปแบบจอและตัวอย่างรายงาน